สิ้นแสงทองส่องฉายปลายฟากฟ้า
มืดหม่นมาทาทาบขึ้นฉาบแสง
สลัวเงาเศร้าสลดหมดเรี่ยวแรง
สุดเสแสร้งแข็งขืนให้ฝืนทน
จะเหลียวซ้ายแลขวาหาใดนั่น
ความหวาดหวั่นปานแฝงทุกแห่งหน
สิ้นแสงสีสดใสในกมล
เหงาปะปนดลสำแดงดุจแกล้งกัน
สิ้นแสงทองผ่องประกายฉายปรากฏ
น้ำตาหลั่งรดใจใครเปลี่ยนผัน
มีแต่เจ็บเก็บย้อนซ่อนจาบัลย์
จะหาฝันที่ไหนไว้เคียงคืน
หากฟ้าสิ้นสีทองพราวผ่องใส
คงต้องเศร้าอาลัยร่ำไห้ฝืน
เพราะสุดทนระกำแสนกล้ำกลืน
นอนสะอื้นขื่นขมระทมทรวง.....
“สุนันยา”
มืดหม่นมาทาทาบขึ้นฉาบแสง
สลัวเงาเศร้าสลดหมดเรี่ยวแรง
สุดเสแสร้งแข็งขืนให้ฝืนทน
จะเหลียวซ้ายแลขวาหาใดนั่น
ความหวาดหวั่นปานแฝงทุกแห่งหน
สิ้นแสงสีสดใสในกมล
เหงาปะปนดลสำแดงดุจแกล้งกัน
สิ้นแสงทองผ่องประกายฉายปรากฏ
น้ำตาหลั่งรดใจใครเปลี่ยนผัน
มีแต่เจ็บเก็บย้อนซ่อนจาบัลย์
จะหาฝันที่ไหนไว้เคียงคืน
หากฟ้าสิ้นสีทองพราวผ่องใส
คงต้องเศร้าอาลัยร่ำไห้ฝืน
เพราะสุดทนระกำแสนกล้ำกลืน
นอนสะอื้นขื่นขมระทมทรวง.....
“สุนันยา”

สิ้น - แล้ว - ส่อง
ตอบลบ๐ ถึงสิ้นแสงสีทองบนท้องฟ้า
ก็ใช่ว่าฟ้าจะหม่นจนสิ้นสรวง
คงมีมืดมีสว่างเหมือนอย่างลวง
ทุกท่าท่วงที่เห็นเป็นมายา
๐ อย่ากำศรดสลดใจให้ทุกข์ยาก
อย่าคิดฝากความหวังไว้กับใครหนา
ถ้ารู้ทันธรรมชาติอาจพึ่งพา
นำชีวาสุขล้นพ้นทางกรรม
๐ อย่าเลยอย่าคิดท้อ..........ทรมาน
เพียงผ่านผองพิษพาน..........ผ่องแผ้ว
ราคีที่ระราน........................หลายแหล่...เล่านา
หายห่างต่างคลาดแคล้ว.......ล่วงแล้วอนัตตา